นั่งทำงานไปด้วยใจลุ้นระทึก ว่าจะมีเหตุการณ์หรือเรื่องาวอะไรไหม? เพราะที่นั่งทำงานอยู่นี่ก็ใกล้ที่ชุมนุมเพียงสองป้ายรถเมล์ เรียกจะเดินไปก็ยังได้ ใจนึงก็แสนกลัว จนอยากปิดร้านกลับบ้าน (ฮ่า) แต่ก็มีน้องฝึกงานอยู่นี่นา จะทิ้งได้ยังไงกัน รวมไปถึงเรื่องนึงที่เคยถามอาจารย์ว่าทำไมเทศกาลอะไรไม่หยุดบ้าง คำตอบที่ได้กลับมาก็เป็นอะไรให้ชวนคิด "คนจะป่วย เขามีวันหยุดไหม"
ก็คงต้องทำงานด้วยใจระทึกอย่างนี้ต่อไปทั้งวัน
.
.
.
เกือบหกปีแล้วมั้ง ที่เรียนจบชั้นมัธยมมา ใกล้ๆ ที่ทำงานอยู่ ณ ปัจจุบันนี่แหละ เมื่อสมัยก่อนตอนโน้นเคยคิด การใช้ชีวิตอยู่ฝั่งธนบุรีมันแสนดีเนอะ ไม่เคยมีเรื่องราวอะไรกับใครเขาเลย ไม่เคยมีเรื่องรุนแรงจต้องประหวั่นพรั่นพรึงอะไร
ในทุกๆ วันที่กลับบ้านหลังเลิกเรียน หลายครั้งก็แวะนั่นนี่กับเพื่อน ทับทิมกรอบแสนอร่อยเจ้าเก่าที่วงเวียนใหญ่ อร่อยจนเมื่อนึกถึงแล้วก็อยากกลับไปชิมลิ้มรสอีกครั้ง บรรยากาศวุนวายของตลาดร้านรวง พ่อค้าแม่ขายที่ส่งเสียเจื้อยแจ้วเรียกหาลูกค้า อาจมีบ้างที่หลายครั้งแซวกันเองเป็นถ้อยคำที่อาจแลดูหยาบคาย หลายครั้งเป็นคำด่าทอที่ฟังแล้วชวนสะดุ้ง
ภายใต้ความวุ่นวายนั้นคือความสงบ สงบด้วยเหตุการณ์ต่างๆ เป็นไปอย่างที่มันควรจะเป็น เรื่องราวดำเนินไปตามครรลองของมันได้อย่างไม่มีสะดุด ผู้คนขวักไขว่ที่เดินจับจ่ายด้วยเพราะมั่นใจในความปลอดภัย แม้ภาพตรงหน้าจะเป็นผู้คนที่วุ่นวายเพียงใด แต่ลึกๆ ทุกคนทราบดีว่า เหตุบ้านการเมืองนั้นสงบเพียงไร
หลายๆ ครั้งอาจพบเจอเรื่องราวขุ่นข้องหมองใจ แต่ถึงกระนั้นเมื่อนึกย้อนกลับไปหลายครั้งก็เป็นเรื่องราวที่สร้างรอยยิ้มด้วยความขบขันในอารมณ์รุนแรงแบบเด็กๆ จนอดคิดไม่ได้ว่า เวลาที่ผู้ใหญ่ซักคนมองอารมณ์โมโหร้ายแบบเด็กๆ ด้วยความขำขัน มันก็คงเป็นแบบนี้นี่เอง
.
.
.
วันเวลา เลื่อนลอยคล้อยผ่าน ความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มคืบคลานเข้ามา พร้อมๆ กับผู้คนหน้าใหม่ๆ ที่หมุนเปลี่ยนเข้ามาอยู่แทนที่คนเก่าๆ บางสิ่งลดเลือนลบหาย บางสิ่งเริ่มปรากฎกลายเป็นรูปร่างเด่นชัด ชัดจนแลดูน่ากลัว
ความวุ่นวายฉาบฉวยของเหล่าพ่อค้า แม่ค้าในวันนี้เงียบจนเกือบสงบ แต่ในความสงบนั้นแลดูคล้ายว่ากำลังมีระเบิดลูกใหญ่ๆ รอเวลาจุดชนวน กลายเป็นความเงียบ ที่ซ่อนฉากหลังไว้เป็นความวุ่นวายที่ร้ายกาจมากๆ เอาไว้
หลายคนคงเลือกหลบเลี่ยง ภาพที่เห็นในวันนี้จึงเป็นภาพของผู้คนที่บางตา เงียบจนอะไรที่เคลื่อนไหวแม้เพียงเล็กน้อย ก็ดูจะยิ่งใหญ่สั่นสะเทือนได้อย่างที่เคยเป็นมาก่อนหลายๆคนคงเลือกหลบพักใต้ชายคาในบ้าน รอดูแนวโน้มของเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด
หลายๆ คนก็ยังคงถามเราอยู่ ว่าวันนี้จะไปทำงานจริงๆ น่ะเหรอ แล้วจะไปยังไง เลี่ยงอย่างไร ทำไมยังต้องไป ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ไม่ใช่ว่าไม่อยากหยุด ไม่ใช่ว่าขยันเสียมากมายอะไร แต่ด้วยคำตอบของอาจารย์ที่เคยตอบไว้ล่ะมั้ง มันแน่นตรึงในหัวใจตั้งแต่วันที่ได้รับฟังมาก จึงทำให้วันนี้ตัดสินใจแล้วว่าคงต้องมาทำงาน
หากแม้เรื่องราวแถวนี้ มันร้ายแรงจนเกินรับไหว ก็คงต้องหยุดจริงๆ นั่นแหละ
แต่ถ้าว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว ไม่อยากให้มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นเลย เพราะแถวๆ นี้ล้วนเป็นสถานที่อันประกอบเป็นความทรงจำแสนดี ความทรงจำที่เรียกรอยยิ้มมาให้ได้ในทุกครั้งไป ไม่อยากให้เกิดเรื่อง หรือกระทั่งเหตุการณ์ใดๆ มาทำร้ายทำลาย สถานที่อันอบอวลด้วยความทรงจำแบบนี้เลย
ขอให้ทุกอย่าง จบไปด้วยดี สำหรับเราแล้ว ไม่ได้ต้องการอะไรมากกว่า สถานที่อันเป็นความทรงจำ
อย่าให้มีภาพความรุนแรงเป็นภาพใหม่ที่ซ้อนทับขึ้นมาเลย
TtAaNnGg
12 มี.ค. 2010 เวลา 13:17 น.